วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 วันที่ 15 มิถุนายน 2559 เอกสารลำดับที่ 7/2559


              สวัสดีครับท่านผู้บริหารและเพื่อนครูทุกท่าน สาร ศน. เล่าเรื่อง ฉบับนี้ ผมคิดอยู่นานว่าจะเอาเรื่องอะไร มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารและเพื่อนครู คิดไปคิดมา ผมเลยตัดสินใจเลือกนโยบายที่เป็นประเด็นร้อนของกระทรวงอยู่ในขณะนี้ นั้นก็คือ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ณ เวลานี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2     มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ประมาณ 60 กว่าโรงเรียน  ซึ่งภายในปีการศึกษา 2559     ทุกโรงเรียนก็จำเป็นต้องเข้าร่วมโครงการทุกโรงเรียน


ทำไมต้องลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้...
          นโยบายนี้เกิดขึ้นมา เนื่องจากรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการมีความเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน นักเรียนไทย         นั้น คุณภาพการศึกษาต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาจากผลการทดสอบระดับชาติ เด็กไทยใช้เวลาเรียนในปริมาณที่มาก อัดเน้นไปด้วยเนื้อหา ไม่นำพานักเรียนสร้างความรู้ จากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการจัดการศึกษาของบ้านเมืองเราต้องมาพิจารณา และกำหนดนโยบายนี้ขึ้นมา ถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ ผมฟันธงได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเลย มันเป็นเรื่องที่เพื่อนครูทุกคนทำกันมานานแล้ว ถ้าจำกันเคยมีนโยบายของภาครัฐอยู่ตัวหนึ่งก็คือการปรับสัดส่วนภาคทฤษฏีกับภาคปฏิบัติ 70:30 ให้นักเรียนมีโอกาสใช้แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน และปฏิบัติในสถานการณ์จริงบ้าง อีกส่วนหนึ่งเวลาที่นักเรียนก่อนกลับบ้านโรงเรียนทุกโรงเรียนในประเทศไทยจะมีเวลาให้นักเรียนได้ เล่น ทำกิจกรรมต่างๆอิสระ ตามความสนใจของนักเรียน สิ่งที่ต่างออกไประหว่างการปฏิบัติที่ผ่านมากับกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้นั้นก็คือระบบการจัดการ นั้นเอง
สรุปได้ว่า ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้นั้นคือ
ลดเวลาเรียน 
          การลดเวลาเรียนภาควิชาการและลดเวลาของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้  เช่น         การบรรยาย  การสาธิตการศึกษาใบความรู้ให้น้อยลง
เพิ่มเวลารู้
การเพิ่มเวลาและโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรง คิดวิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม         เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุขจากกิจกรรมที่หลากหลาย 

จะออกแบบกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้อย่างไร
          โรงเรียนจะออกแบบการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์กับการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุด ผมขออนุญาตเสนอ ดังนี้
          1. โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ จะต้องมีการพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา นำข้อมูลฐานของปีที่ผ่านมา เสนอในวงสนทนา (ประชุม) วิเคราะห์ว่านักเรียนของโรงเรียนเรานั้นยังขาดอะไร อยู่บ้าง เช่น การอ่านเขียน วิเคราะห์  คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะตามหลักสูตร หรือเรื่องอื่นๆ ที่นักเรียนจะต้องมี จะต้องเป็น เมื่อจบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          2. จากนั้นครูออกแบบกิจกรรมที่สนองตอบเรื่องต่างๆที่จะพัฒนานักเรียนของตนเอง ซึ่งกิจกรรมเป็นลักษณะกิจกรรมที่ สนองตอบความสนใจและความถนัดของผู้เรียนอย่างหลากหลาย สร้างความรู้ผ่านกระบวนการและกิจกรรม
ลงมือปฏิบัติและสร้างความรู้ ในบรรยากาศที่อบอุ่น อิสระ ปลอดภัย เปลี่ยนครูผู้สอนเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำประเมินผลอย่างหลากหลาย ตามสภาพจริง

จะประเมินพัฒนาการอย่างไร
          ผมขอนำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้  เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) ซึ่งได้จำแนกจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ ไว้ 3 ด้าน คือ
          ด้าน พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา แบ่งออกเป็น 6 ระดับ
          1. ความรู้ความจำ  ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบเสมือนเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้  สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้  เมื่อต้องการ
2. ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆ
3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน
5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่
6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน   ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้

จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ)
ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง  ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม  พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ แบ่งออกเป็น 5 ระดับ
1.การรับรู้ ... เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2. การตอบสนอง ...เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม ... การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น
4. การจัดระบบ ... การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า
5. บุคลิกภาพ ... การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นผลของพฤติกรรมด้านนี้

ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท) พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ  ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ ซึ่งแบ่งอกเป็น 5 ระดับ เช่นกัน
1. การรับรู้ ... เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ เป็นการเลือกหาตัวแบบที่สนใจ
2. กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ ... เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ
3. การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ  เมื่อได้กระทำซ้ำแล้ว  ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ
4. การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว  การที่ผู้เรียนเกิดทักษะได้  ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ
5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติ ได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง
เมื่อเพื่อครูพิจารณาจากทฤษฎีการเรียนรู้  ข้างต้นแล้ว พอจะนึกออก มั๊ย ครับว่า จะออกแบบประเมินพัฒนาการของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้อย่างไร ซึ่งสามมารถเลือกประเมินได้ตามความต้องการของเพื่อนครูเลย อยากจะทราบว่าในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง นักเรียนมีพัฒนาการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย      จิตพิสัย ทักษะพิสัย ระดับใด เมื่อจัดกิจกรรมครั้งต่อไปนักเรียนมีพัฒนาการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่  
ผมขอจบสารฉบับนี้ไว้แค่นี้ก่อน ใจจริงๆแล้ว ผมอยากจะหยิบยกเรื่อง การทำ AAR มานำเสนอกับเพื่อนครูด้วย แต่ก็ด้วยจำนวนหน้ากระดาษที่จำกัด ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ



                           ขอเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้นะครับ
gg.gg/sornorpoo/                   
 http://supercpn2.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 เอกสารลำดับที่ 6/2559


สวัสดีครับท่านผู้บริหารและเพื่อนครูทุกท่าน ช่วงนี้มีโรงเรียนหลายโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้เข้าร่วมโรงเรียนต่างๆที่ ทาง สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ กำหนด ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนแกนนำเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนสุจริต โรงเรียนในฝัน โรงเรียนจัดการเรียนรู้อาเซียน โรงเรียนประชารัฐ โรงเรียนในโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และโรงเรียนประเภทอื่นอีกมากมาย โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ เหล่านี้ เมื่อใกล้จะสิ้นปีงบประมาณ หรือสิ้นสุดโครงการในแต่ละปี ก็จะมีการนำเสนอ หรือให้โรงเรียนส่ง วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) อยู่เสมอ
          โรงเรียนก็จะมีคำถามตามมา ว่า เราจะเอาอะไรเป็น Best Practice ? เรา จะทำอย่างไรดี ? สาร ศน. เล่าเรื่อง ฉบับนี้ ผมขอแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเรื่องของ Best Practice

What’s Best Practice ?
          จากการศึกษาแนวคิดจากนักวิชาการ และเอกสารจากหลายๆ แหล่ง พอสรุปได้ว่า Best Practice คือ วิธีการทำงานที่ดีที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นใน    ทุกงาน และทุกหน่วยงาน มีช่องทางการเกิด หลายช่องทางทั้งเกิดจากผู้นำ ผู้ร่วมงาน ผู้เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้เสีย หรืออาจเกิดจากปัญหา และการริเริ่มสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน
          ในโรงเรียนของเราอาจมี Best Practice อยู่แล้ว ทั้งด้านการบริหาร ด้านการจัดการเรียนการสอน หรือด้านอื่นๆ การที่เราจะพิจารณาว่าวิธีปฏิบัติใด เป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ Best Practice หรือไม่ ควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เป็นอย่างน้อย
          1. ภาระงานที่แท้จริงมีประโยชน์สูง คุ้มทุน
          2. ใช้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติ

          3. ผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจ
4. มีบันทึก หรือการเขียนรายงาน
          5. ดำเนินการเพื่อการพัฒนาและเผยแพร่
          6. เป็นประโยชน์ต่อภาระงาน ถ้าเป็นในโรงเรียนก็จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหาร การจัดการเรียนการสอน

กระบวนการจัดทำ Best Practice ดังนี้
          1. การกำหนดเป้าหมายเชิงเนื้อหา
          2. การศึกษาพื้นฐานของประเด็นเนื้อหา (เอกสาร แนวคิดที่เกี่ยวข้อง)
          3. วางแผน หาแนวทางกำหนดรูปแบบของตัวแบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล
          4. การเก็บข้อมูลตามแผน/แนวทางที่กำหนด
          5. นำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลอดีต/ผลในปัจจุบัน
          6. แก้ไขปรับปรุง
          7. นำไปทดลองปฏิบัติซ้ำจนกว่าจะได้คำตอบหรือแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาหรือดำเนินกิจกรรมนั้นๆได้จริง
          8. จัดทำระบบข้อมูลและบันทึกองค์ความรู้
          9. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการเรียนรู้

How to…. Best Practice ?
          ในการดำเนินการจัดทำ Best Practice ของโรงเรียนสรุปขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
          1. โรงเรียนกำหนดกรอบและแนวทางในการศึกษา กำหนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ผลงาน แหล่งข้อมูลที่จะจัดทำ Best Practice
          2. โรงเรียนพิจารณาผลงานที่ประสบความสำเร็จ มีเครื่องยืนยันผลงานที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ น่าเชื่อถือ
3. จัดทำแผนการจัดทำ Best Practice ซึ่งประกอบด้วย วิธีเก็บข้อมูล เครื่องมือเก็บข้อมูล ระยะเวลาการประสานงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การนำเสนอ Best Practice
          4. การจัดทำ Best Practice แบ่งการนำเสนอ     เป็น 3 ส่วนย่อย ดังนี้
          ส่วนที่ 1 ผลงานที่สำเร็จ ภาคภูมิใจ ให้โรงเรียนระบุชื่อผลงาน ซึ่งอาจะเป็นสื่อ  กระบวนการ รูปแบบ ด้วยวิธีการค้นหา Best Practice เพื่อพิจารณาดูว่า พบแล้ว ใช่แล้ว และคิดว่าเป็น Best Practice ของโรงเรียนจริงๆ สิ่งที่ช่วยให้โรงเรียนได้ค้นหาง่ายขึ้น ให้เอาเรื่องเหล่านี้ไปใช้ในการพิจารณา ได้แก่
                   1. การวิเคราะห์บริบท ความคาดหวังของโรงเรียน ชุมชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
                   2. พิจารณาว่าสิ่งที่ดำเนินการนั้นครบวงจร PDCA หรือไม่
                   3. ขั้นตอนนั้นเป็น “นวัตกรรม” หรือไม่
                   4. คำถามที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม คือ นวัตกรรมคืออะไร  นวัตกรรมทำอย่างไร นวัตกรรมทำเพื่ออะไร
                   5. วิเคราะห์ปัจจัยที่สำเร็จและบทเรียนที่ได้เรียนรู้
          ส่วนที่ 2 ข้อมูลที่ยืนยันความสำเร็จให้โรงเรียนระบุร่องรอย เอกสาร หลักฐาน ที่ยืนยันความสำเร็จของผลงาน/นวัตกรรม (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับโรงเรียนว่าได้ทำ Best Practice เกี่ยวกับเรื่องอะไร)
          ส่วนที่ 3 วิธีการทำ ให้โรงเรียนอธิบายกระบวนการทำหรือกระบวนการผลิต โดยระบุกิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จ โดยมีรูปแบบการเขียนดังนี้
          1) ข้อมูลทั่วไป
          2) สรรพคุณของผลงาน ว่า ดีอย่างไร ซึ่งสามมารถเขียนได้เป็น 2 ส่วน คือ
                   - ขั้นตอนการดำเนินงาน หรือ แผนภูมิ (Flow Chat) ของระบบงานที่ทำ
                   - วิธีการและนวัตกรรมที่เป็น Best Practice หรือ อาจเขียนบอกเล่าขั้นตอนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนสำเร็จเป็นผงงานที่เป็นเลิศในรูปความเรียงก็ได้
          3) ปัจจัยที่เกื้อหนุน ให้เกิดเป็น Best Practice และบทเรียนที่ได้รับ
4) ผลการดำเนินงาน ควรเน้นตัวชี้วัดที่สำคัญ ๆ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน หรือ ผลที่เชื่อมโยงไปสู่นโยบายต่างๆ ) ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานจนเกิดความสำเร็จ และอาจมีภาพแผนงานในอนาคตด้วยก็ได้ ทั้งนี้อาจะอยู่ในรูปของตาราง กราฟ แผนภูมิ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของข้อมูลที่จะแสดง

          จากการที่ผมได้รวบรวม และสรุปการพัฒนา Best Practice ข้างต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้บริหาร และเพื่อนครู ได้มีแนวทางในการพัฒนา หรือค้นความวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในงานที่ผู้บริหาร และเพื่อนครูปฏิบัติกันอยู่

                                                      สำหรับฉบับนี้ ผมขอจบด้วย

วาทะของท่าน มหาตมะ คานธี 

ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง แต่ก็เป็นหลักปรัชญาแห่งการเรียนรู้ และการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
         
          If we want to reach real peace in this world,
we should start educating children”
                                       Mahatma Gandhi 


                           ขอเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้นะครับ             

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 เอกสารลำดับที่ 5/2559



สวัสดีครับท่านผู้บริหารและเพื่อนครูทุกท่าน      จากสาร ศน.เล่าเรื่อง ฉบับที่ผ่านมาผมได้ติดค้างในเรื่องของการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นของ  นายกพบเพื่อนครู เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ท่านได้กล่าวถึงประเด็นการวัดผลที่พอจะจับใจความได้ว่า การประเมินไม่ได้ประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนแต่เป็นการประเมินในทุกด้านของผู้เรียน วันนี้ผมเลยนำเรื่องการวัดผลมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครูในสาร ศน. เล่าเรื่อง ฉบับนี้เลย ซึ่งความหมายเรื่องการวัดและประเมินผลได้กล่าวไปบ้างแล้วในฉบับที่แล้ว แต่ก็ขอนำมากล่าวอีกครั้งในฉบับนี้
การวัดและประเมินผล
          เป็นกระบวนการหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดเป็นการตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลของผู้เรียนในรูปแบบของคะแนนหรือการพรรณาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผลการเรียนของผู้เรียนที่แสดงออกมาในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนการสอน การประเมิน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวัดมาพิจารณาตัดสินว่าผู้เรียนมีความสามารถหรือคุณลักษณะตามเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์จากการจัดการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด รวมทั้งพิจารณาว่ามีสิ่งใดบ้างที่ต้องปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้น  หลักของการประเมินผลเพื่อให้ได้มาซึ่งศักยภาพของผู้เรียนเป็นหลักของการประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
          การวัดและประเมินผลการเรียน มีขั้นตอนสำคัญ คือ
          ขั้นที่ 1 กำหนดสิ่งที่ต้องการจะนำมาวัดหรือประเมิน ซึ่งโดยทั่วไปผมคิดว่าเพื่อนครูคงจะทราบดี คือ ความรู้ หรือ เนื้อหา ความสามารถหรือทักษะ และคุณลักษณะ
          ขั้นที่ 2 กำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต
ขั้นที่ 3 ออกแบบสถานการณ์ในการประเมิน เช่น ข่าว เหตุการณ์จำลอง เป็นต้น
          ขั้นที่ 4 กำหนดวิธีการให้คะแนนหรือเกณฑ์การประเมิน เช่น การให้คะแนนแบบระดับคุณภาพ (Rubric Scores) การให้คะแนนแบบผลรวม
          ขั้นที่ 5 กำหนดเงื่อนไขในการวัดและประเมินผล เช่น เครื่องมือและอุปกรณ์ เวลาในการทำแบบทดสอบ ผู้มีส่วนร่วมในการประเมิน เป็นต้น
          ตามที่ผลกล่าวถึงขั้นตอนการวัดผลประเมินผลข้างต้น    ผมเชื่อได้เลยว่าเพื่อนครูที่อ่านสารฉบับนี้อยู่ กำลังพิจารณาตัวเองว่า เราได้ทำตามขั้นตอนครบหรือไม่ ยังขาดขั้นตอนไหนไปบ้าง จริงมั๊ยครับ
          ผมขอพาเพื่อนครูมารู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับการประเมินผลที่เกี่ยวข้องกับการปฎิบัติการวัดผลประเมินผลการเรียนการสอนของเพื่อนครู มีดังนี้
          Assessment as Learning คือ การใช้การประเมินเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียนมุ่งเน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเขียนสะท้อนผลการประเมินลงชิ้นงานด้วยถ้อยคำที่สร้างสรรค์ การเสนอแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาแก่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อได้นำข้อมูลย้อนกลับไปปรับปรุงและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร
          เช่น ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด เรื่อง การเรียบเรียงคำให้เป็นประโยค เมื่อครูตรวจให้คะแนน พร้อมทั้งให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้นักเรียนได้ไปปรับปรุงพัฒนาตนเอง ถ้าเพื่อนครูทำแบบนี้หมายความว่าเพื่อครูกำลังใช้การประเมินผลเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
          Assessment for Learning คือ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ เป็นการประเมินระหว่างเรียน มีการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน แต่ในการประเมินเพื่อเรียนรู้จะต้องนำคะแนนของนักเรียนมาทำเป็นข้อมูลสารสนเทศที่แสดงถึงพัฒนาการของนักเรียน แปลว่าการประเมินเพื่อการเรียนรู้ไม่ได้ทำเพียงครั้งเดียวในหนึ่งเรื่อง เช่น ครูให้เด็กชาย       ชนาวิทย์ เขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์
          ประเมินครั้งที่ 1 เด็กชายชนาวิทย์ ได9 คะแนน และครูให้ข้อเสนอแนะไปว่า “ควรปรับปรุงในเรื่องของการของคำเชื่อมประโยคให้มีความเหมาสม
          ประเมินครั้งที่ 2 เด็กชายชนาวิทย์ ได้ 10 คะแนน และครูแนะนำไปว่า “การใช้คำเชื่อมดีขึ้น แต่ควรคำนึงถึงความสะอาด
          ประเมินครั้งที่ 3 เด็กชายชนาวิทย์ ได้ 10 คะแนน และครูสะท้อนกลับว่า มีพัฒนาการเขียนสมบูรณ์ มีความคิดสร้างสรรค์
          จากเหตุการณ์ข้างต้น แปลว่า เด็กชายชนาวิทย์     ได้นำผลการสะท้อนของครูมาใช้ในการปรับปรุงตนเอง จนสามารถเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ถ้าเพื่อนครูทำลักษณะนี้ เพื่อครูกำลังปฏิบัติการประเมินเพื่อการเรียนรู้
          Assessment of Learning เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนครูทุกคนได้มีการประเมินลักษณะนี้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน คือการนำคะแนนจากผลการประเมินย่อยระหว่างเรียน และผลการทดสอบปลายภาคเรียนมารวมกัน เพื่อตัดสินระดับผลการเรียน ตัดสินระดับคุณภาพ ตัดสินผ่าน ไม่ผ่าน
          ผมไม่ห่วงเรื่องการปฎิบัติการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน แต่ผมต้องการให้การประเมิน 2 ลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 ให้มีปริมาณมากกว่าที่เป็นอยู่
          Authentic Assessment เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ซึ่งเป็นการประเมินความรู้และทักษะของผู้เรียนจากผลงานหรือการปฎิบัติกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยใช้การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนเป็นระดับคุณภาพ (Rubric Scores)
ตัวอย่าง เช่น
          เป้าหมาย :นักเรียนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษใน สถานการณ์ต่างๆได้ โดยการแสดงบทบาทสมมุติ
          เครื่องมือ : แบบประเมินความสามารถด้านการสื่อสาร
          วิธีการ : ประเมินความสามารถจากการแสดงบทบาทสมมุติ
          เกณฑ์การใหคะแนน : ให้คะแนนเป็นระดับคุณภาพ (Rubric Scores)
ตัวอย่าง เกณฑ์การประเมิน
รายการประเมิน (กำหนดให้ครบถ้วนตามสิ่งที่ต้องการวัด)
          การใช้คำศัพท์
เกณฑ์การให้คะแนน
          4 ดีมาก ถูกต้องสมบูรณ์ทุกคำ
          3 ดี ถูกต้องบางส่วน ผิดไม่เกิน 5 คำ
          2 พอใช้ ถูกต้องบางส่วน ผิดไม่เกิน 10 คำ
          1 ปรับปรุง พูดผิดมากกว่า 10 คน
Performance standards Assessment เป็นการประเมินผลจากการแสดงออกของผู้เรียนด้านการพูด การแสดงท่าทางประกอบ บทบาทสมมุติ ซึ่งทำให้ผู้ประเมินสามารถใช้การสังเกตเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ผู้เรียนแสดงออกมาตรงตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่
          เพื่อนครูคงมีคำถามว่าแล้วมันต่างอะไรกับการประเมินแบบ Authentic Assessment อธิบายเพื่อความเข้าใจตรงกันดังนี้
          Authentic Assessment มุ่งเน้นการประเมินผลทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ
          Performance standards Assessment มุ่งเน้นประเมินผลด้านความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะ

          ฉบับนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ถ้ามีข้อสงสัย ให้เข้าไปสอบถามใน http://gg.gg/40ztm ซึ่งผมจัดทำขึ้นมาเพื่อให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครู

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

ปีที่ 1 ฉบับที่ ๔ วันที่ ๓๐ เมษายน 2559 เอกสารลำดับที่ ๔/2559



        สวัสดีครับท่านผู้บริหารและเพื่อนครูทุกท่าน ช่วงนี้ก็ใกล้จะเปิดเทอม ไม่ทราบว่า แต่ละท่านได้พักผ่อนกันบ้างหรือยัง เพราะตอนนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำลังขับเคลื่อนงานนโยบายของ สพฐ. และกระทรวงในหลายๆ เรื่อง เช่น โรงเรียนประชารัฐ โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนในโครงการอื่นๆ อีกมากมาย ที่ท่านผู้บริหารและเพื่อนครูจะต้องเข้าร่วมกิจกรรม และรายงานการดำเนินการต่างๆ คิดแล้วผมเป็นห่วงจังเลย ว่าเพื่อนครูจะเอาเวลาไหนในการเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงเปิดภาคเรียนที่จะถึง ผมไม่ว่าจะออกไปนิเทศ โรงเรียนไหน หรือมีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนครู ผมจะพูดอยู่เสมอว่า งานหลักๆ ของเพื่อนครู จริงๆแล้ว มีอยู่ 3 เรื่อง
          1. รู้และเข้าใจเรื่องของหลักสูตร          2. การออกแบบกระบวนการเรียนรู้          3. การวัดและประเมินผล          ผมเชื่อว่าถ้าเพื่อนครูทำ 3 เรื่องนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนของพวกเราก็จะบรรลุตัวชี้วัด และมาตรฐานตามหลักสูตร แน่นอน
....ทบทวน....หลักสูตรหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน   มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี  มีปัญญา มีความสุข   มีศักยภาพในการศึกษาต่อ  และประกอบอาชีพ 
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ(5 สมรรถนะ) และคุณลักษณะอันพึงประสงค์(8 คุณลักษณะ) และเป็นที่ทราบกันดีว่าในหลักสูตรในกำหนดไว้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในแต่ละกลุ่มสาระจะมีมาตรฐานและตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียน   พึงรู้  ปฏิบัติได้  มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ในส่วนของตัวชี้วัดเป็นตัวระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม  นำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา  จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน ดั้งนั้นเมื่อพิจารณากรอบหลักสูตรข้างต้นแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องมีความสามรถในการจัดกิจกรรมการเรียน เพื่อให้นักเรียนบรรลุตัวชี้วัดในแต่ละชั้นปี ก่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ นักเรียนมีสมรรถนะตามหลักสูตร สามารถดำรงตนอย่างมีความสุขในศตวรรษที่ ๒๑  เพื่อนครูอาจจะบ่นหรือว่าผมเอาเรื่องเหล่านี้มาพูดทำไมในสารฉบับ นี้ ก็แค่เป็นการย้ำครับ

การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้....มีการออกแบบการเรียนรู้ลักษณะหนึ่งที่ Wiggins และ Mc Thighe ได้เสนอรูปแบบการสร้างความเข้าไว้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เพื่อนครูกำลังใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนานักเรียนของเราอยู่ในขณะนี้นั้นก็คือ Backward Design เนื่องจากการออกแบบการเรียนรู้ลักษณะนี้ คือ ใช้หลักของการกำหนดเป้าหมายเป็นฐานในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นที่ทราบของเพื่อครูอยู่แล้วว่า ในหลักสูตรฯ มีการกำหนดเป้ามาแล้ว นั้นก็คือ “มาตรฐาน ตัวชี้วัด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะ” นั้นเอง  3 องค์ประกอบง่ายๆของการออกแบบการเรียนรู้แบบ backward Design คือ1. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เป็นความรู้หรือลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน เป็นความรู้ที่ฝั่งเน้นและติดตัวนักเรียนไป
2. กำหนดหลักฐานการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ให้ผู้เรียนแสดงออกมาว่ามีความรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด3. กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการกำหนดวิธีการว่าจะให้นักเรียนทำอย่างไร เพื่อแสดงออกว่านักเรียนมีความรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด
ยกตัวอย่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯสาระที่ 4 ประวัติศาสตร์มาตรฐานการเรียนรู้ที่ 4.1 ตัวชี้วัดที่ ป.1/3

          * ขั้นการกำหนดเป้าหมาย ดังที่ผมกล่าวข้างต้นแล้วว่าในหลักสูตรแกนกลางได้กำหนด เป้าหมายมาให้แล้ว ดังนั้นในกรณีตัวอย่าง เป้าหมายก็คือ
มาตรฐานการเรียนรู้ที่ 4.1 ตัวชี้วัดที่ ป.1/3
          บอกประวัติความเป็นมาของตัวเองและครอบครัวโดยการสอบถามผู้เกี่ยวข้อง          * หลักฐานการเรียนรู้ คำสำคัญคือนักเรียน “บอก” ประวัติของตัวเอง และครอบครัว อะไรล่ะที่เป็นการแสดงออกว่านักเรียนบอกเรื่องเหล่านี้ได้ เช่น การเขียน    การวาด การเล่าเรื่อง แผนผังครอบครัว เป็นต้น ซึ่งนั้นคือหลักฐานการเรียนรู้          * กิจกรรมการเรียนรู้ คำสำคัญคือนักเรียน “สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง” ชัดเจนกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้จะต้องมีการสัมภาษณ์ นักเรียนจะต้องรู้จักตั้งคำถาม
          เมื่อเราวิเคราะห์ได้ขนาดนี้แล้ว ผมเชื่อได้เลยว่าเพื่อนครูสามารถที่จะออกแบบ และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ Backward Design ได้อย่างสบาย สบาย

วัดอย่างไรดี....          ผมเห็นว่าการวัดผลในชั้นเรียนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เพื่อนครูประจักษ์ว่านักเรียนแต่ละคนที่เพื่อนครูรับผิดชอบนั้น บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หรือไม่  ผมขอ นำเสนอวิธีการวัดผลตามสภาพจริงให้เป็นทางเลือกกับเพื่อนครูนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า การวัดผลตามสภาพจริง “กระบวนการจัดเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสิน (Determine) ระดับของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ผลความสำเร็จที่พึงปรารถนาหรือผลความสำเร็จตามมาตรฐานคุณภาพผลการเรียนรู้”          มีคำสำคัญ ก็คือ          1. ข้อมูล ข้อมูลในที่นี้ก็คือการแสดงออกของนักเรียน ชิ้นงาน ผลงาน พฤติกรรม ของนักเรียน          2. ระดับผลสัมฤทธิ์ คือ เป้าหมายที่ต้องการนั้นเอง          3. พิจารณาตัดสินเทียบกับเกณฑ์ หมายความว่าจะตัดสินผลได้ จะต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน

          ฉบับนี้ เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ครั้งหน้า จะมาคุยต่อเรื่อง เกณฑ์การวัด และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องอื่นๆอีกนะครับ...เกือบลืมครับ.....ผมได้จัดทำWebsiteเล็กๆไว้เพื่อเพิ่มช่องทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชื่อ http://gg.gg/40n5e



          “ใกล้เปิดภาคเรียนแล้ว เพื่อนครูทำเรื่องเหล่านี้หรือยัง?

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

ปีที่ 1 ฉบับที่ ๓ วันที่ ๑๕ เมษายน 2559 เอกสารลำดับที่ ๓/2559



                สวัสดีครับท่านผู้บริหารและเพื่อนครูทุกท่าน จะเห็นได้ว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมาผมไม่ได้เขียนสาร ศน.เล่าเรื่อง ด้วยเหตุที่ว่ามีภาระงานที่ทำอยู่นั้นมากมาย ทำให้คาใจผมอยู่ตลอดเนื่องจากผมมีแผนว่าจะเขียนสาร ศน.เล่าเรื่อง  อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง จริงๆก็ไม่โทษงานหรอกครับโทษตัวเองมากกว่าที่บริหารเวลาไม่ได้เอง

          มาคุยเรื่องสารฉบับนี้กันดีกว่าครับ เนื่องจากทางสถาบันสังคมศึกษา ของ สพฐ. ได้มีหนังสือราชการให้ ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบในเรื่องของการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ให้เข้าประชุมปฏิบัติการวางแผนและขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งผมเชื่อว่าผู้บริหารและเพื่อนครูทุกคนคงจะรู้จักโรงแรมนี้กันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโรงแรมเก่าแก่ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงแรมระดับห้าดาว ในสมัยท่านจอมพล ป พิบูลย์สงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2486 รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องโรงแรมสามารถศึกษาได้จากหนังสือชื่อว่า “คณะราษฎร์ฉลองรัฐธรรมนูญ : ประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475 ผ่านสถาปัตยกรรม อำนาจ” หัวใจหลักของการเขียนสารครั้งนี้ผม ต้องการกระเทาะประสบการณ์ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ มานำเสนอและแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารและเพื่อนครู  แต่ทักทายยาวไปหน่อยคงไม่ว่ากัน      นะครับ
          เส้นทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
          1. การพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ : การท่องจำประวัติศาสตร์บางครั้งก็ไม่ทำให้ลุกหลานของพวกเรารู้สึกตระหนัก รักในรากเหง้าของตัวเอง เพื่อนครูต้องหาวิธีการว่าทำอย่างไรให้ลูกหลานเรารู้จักวิเคราะห์ ใคร ทำอะไร ที่ไหนในอดีต และมีผลต่อปัจจุบันอย่างไร

          2. เพื่อนครูต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ลักษณะที่มีความหลากหลาย  ใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Base) ในการจัดการเรียนรู้เพื่อนำพานักเรียน ลูกหลานของพวกเราไปสู่คุณลักษณะที่ต้องการ
          3. เน้นประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของประเทศผสานและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น
          ประวัติศาสตร์ คืออะไร?
          จากการเข้าประชุมในครั้งนี้ พอจะสรุปได้ตามความเข้าใจของผมได้ว่า ประวัติศาสตร์ ในมิติของการเรียนรู้ นั้นคือ ศาสตร์ของการสืบค้นเรื่องราวที่เชื่อว่าเกิดขึ้นโดยการตรวจสอบร่องรอยหลักฐานที่หลงเหลืออยู่โดยวิธีการ รวบรวม แยกแยะ วิเคราะห์ วิพากษ์ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง พร้องทั้งอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อรู้รากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน และมองคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้
          ชวนเพื่อนครูพูดคุย ว่าวันนี้พวกเราจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ภายในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย มีสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ รวมถึงนโยบายต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ครูสอนให้เด็กนักเรียนได้ปฏิบัติ และมีประบวนการคิด ครูเป็นผู้แนะนำ เป็นพี่เลี้ยง ท่ามกลางโลกในศตวรรษที่ 21 แล้วเพื่อนครูจะสอนอะไร สอนทำไม สอนอย่างไร สอนได้ผลหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่ไหนและแก้ไขด้วยวิธีการใด .
          มุ่งประเด็นไปถึงมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด พอจะวิเคราะห์ได้ว่า มีทั้งหมด 3 ตัว ตามหลักสูตร คือ
          ส 4.1 กล่าวถึงประวัติศาสตร์และวิธีการศึกษา เกี่ยวโยงในเรื่องของเวลา ช่วงสมัย และวิธีการทางประวัติศาสตร์ (เนื้อหาตามระดับชั้นปี)
          ส 4.2 กล่าวถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญา(เนื้อหาตามระดับชั้นปี)
          ส 4.3 กล่าวถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย บุคคลสำคัญ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย (เนื้อหาตามระดับชั้นปี)
          เพื่อนครูพอจะมองออก นะ ครับว่า หลักๆของประวัติศาสตร์ที่พวกเราจะต้องจัดให้กับนักเรียนเรามีขอบข่ายอย่างไร แล้วทำไม? ทำไม? ต้องสอนเรื่องเหล่านี้ให้ลูกหลานเรา ล่ะ ครับ ผมของยกตัวอย่างสัก สองสามเรื่อง เพื่อที่จะให้เพื่อครูและผู้บริหารได้เห็นภาพ นะครับ
          1. การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการ ถ้านักเรียนและลูกหลานเราเข้าใจว่า(ใคร ทำไม อย่างไร) ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นพลวัต ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาคของโลก เหตุการณ์สำคัญของโลก
          นักเรียน หรือลูกหลานของพวกเราก็จะได้ทราบว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มีต่อสังคมเป็นอย่างไร
          “ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถ้าไม่ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีข้ามมากรุงเทพฯ  ณ วันนี้ภาพของเมืองหลวงไทยจะเป็นอย่างไร.....”

          2. วัฒนธรรม/อารยธรรม/ภูมิปัญญาของมนุษยชาติ ถ้านักเรียนและลูกหลานของพวกเราเข้าใจ ตระหนัก ให้ความสำคัญ ความเป็นพลวัตปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสำคัญต่อมนุษยชาติ

          นักเรียน หรือลูกหลานของพวกเราก็จะได้ทราบถึงความเจริญของสังคมมนุษย์ ณ ช่วงเวลาและแหล่งที่ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ศิลปกรรม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม การละเล่น

          3. ประวัติสาสตร์ชาติไทย/บุคคลสำคัญ/วัฒนธรรมไทย/ภูมิปัญญาไทย  นักเรียน หรือลูกหลานของพวกเราได้รู้ เข้าใจ รัก ในภูมิปัญญาความเป็นไทย สืบสานความเป็นไทย เชื่อมโยงถึงความเป็นพลวัต ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความสำคัญของมนุษย์ชาติ นำไปสู่ในเรื่องของสัญลักษณ์ชาติไทย พัฒนาการของการเมืองการปกครอง/เศรษฐกิจ/สังคม และวัฒนธรรม เหตุการณ์สำคัญต่างๆ

          “การท่องจำอย่างเดียว ไม่ทำให้นักเรียนหรือลูกหลานของพวกเรา เข้าใจ ตระหนัก เห็นคุณค่า ต่อประวัติศาสตร์ได้เลย คุณลักษณะต่างๆที่ต้องการให้เกิดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่เกิดขึ้นมาได้”

          แล้วพวกเราจะทำอย่างไร
          ผมขอนำเสนอกระบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อพอจะเป็นแนวทางให้กับเพื่อครู ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อครูบางท่านก็ปฏิบัติอยู่แล้ว....
          1. การเล่าเรื่อง
                   1.1 ครูอธิบายโดยใช้สื่อประกอบ
                   1.2 ศึกษาจากเอกสาร (หนังสือเรียน, ใบความรู้)
                   1.3 ศึกษาวีดิทัศน์,ภาพยนตร์
                   1.4 ศึกษาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ (เอกสารชั้นต้น)
          2. การใช้แหล่งเรียนรู้
          3. การสืบค้นด้วยตนเอง
          4. การใช้ประเด็นหรือคำถามเพื่อการเรียนรู้
          5. การใช้เส้นทางเวลา (Time Line)
          6. กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

          “ถ้าไม่มีวันนั้น ก็คงไม่มีวันนี้ เอาเรื่องของวันนั้นและวันนี้ มาเป็นฐานในการมองหรือวางอนาคต”

                           ขอเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้นะครับ